Browse > Home / Archive by category 'ตีตั๋ว'

| Subcribe via RSS

เมล์นรก หมวยยกล้อ

April 15th, 2007 | No Comments | Posted in ตีตั๋ว

ไม่ได้เข้ามาอัพบล็อคตัวเองซะนาน มัวแต่หาข้ออ้างให้ตัวเองว่ายุ่งอยู่เลยไม่มีเวลามาอัพ แต่มันก็เป็นข้ออ้างเดิมของผมตั้งนานแล้ว ทั้งที่เวลามันก็มี 24 ชม.เท่ากับทุกคนแต่ชอบหาข้อแก้ตัวว่าไม่ว่างอยู่เรื่อย อย่างวันที่ 13 เมษายนที่ ผ่านมาก็ไม่ว่างอีกหาเรื่องไปดูหนังเรื่อง เมล์นรก หมวยยกล้อ ซึ่งเพิ่งรู้ว่าเรื่องนี้จะเข้าเมื่อไม่กี่อาทิตย์นี้เอง ถ้าจำไม่ผิดน่าจะรู้จากตัวอย่างหนังตอนไปดูหนังแต่ก็จำไม่ได้ว่าไปดูเรื่องอะไรมา แต่พอเห็นตัวอย่างเรื่องนี้บอกเพื่อนที่ไปดูด้วยกันเลยว่าได้เสียตังค์เพราะเรื่องนี้แน่ สารภาพตามตรงว่าที่อยากดูไม่ได้เพราะว่าเนื้อหาของหนัง หรือเขาว่ามันน่าจะดีอะไรหรอก ที่เสียตังค์ดูเรื่องนี้บอกคำเดียวว่าเพราะนักแสดง ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน อุดม แต้พานิช นั่นเอง+ซูโม่กิ๊ก อีกคน เลยทำให้ โคตรอยากดูเลย และเมื้อวันสงกรานต์ที่ผ่านมาก็เลยเดินไปสำเร็จความใคร่ให้ตัวเองมาเสียไปซะ 120 บาท ค่าตั๋วหนังไม่รวมค่าของประกอบการดูหนังนะ ก่อนดูก็กะว่าคนไม่น่าเยอะเพราะเห็นเป็นวันสงกรานต์ แต่ปรากฎว่าผิดคาดรอบที่อยากจะดูเกือบเต็มเหลือเฉพาะ 2 แถวหน้าเลยต้องรออีกรอบเกือบชั่วโมงแนะ แต่ทำไงได้ก็มันอยากดูอ่ะ

พอเข้าโรงคนเยอะเลย ไม่นึกว่าคนจะเยอะขนาดนี้แถมรู้สึกว่าเป็นหนังที่ไปดูกันเป็นครอบครัวด้วยนะ ไม่ได้มีเฉพาะวัยรุ่นเหมือนที่คิดไว้ แถมตอนอยู่ในโรงคู่แม่ลูกที่นั่งข้างหน้า คนแม่มีการสั่งลูกก่อนที่หนังจะฉายอีกนะว่า “อย่าหัวเราะเสียงดังนะ” แสดงได้ว่าคนที่มาดูหนังเรื่องนี้เตรียมตัวใลมาฮากันเต็มที่ แต่ผผมไม่เข้าใจว่าคนมันจะขำทั้งที มันจะคุมอารมณ์ขำได้ด้วยเหรอ ปล่อยให้เป็นธรรมชาติดีกว่าไหมครับ แต่สงสัยลูกแกจะหัวเราะดังแบบไม่ธรรมดาเหมือนกันนะ แต่ผมก็ไม่ได้สังเกตหรอกตอนที่หนังเล่นแล้ว ก็ใครจะคอยมานั่งฟังละครับว่าใครหัวเราะยังไง ชั่วโมงนั้นปล่อยอารมณ์ขำไปกับหนังอย่างเดียวเลยครับสำหรับผม

สำหรับหนัง ก็คงเป็นหนังอย่ามาถามผมนะครับว่าหนังดีไหมเพราะคำถามนี้มีใครคนนึงเคยถามซ้ำหลายๆครัง แต่สุดท้ายคำตอบมันก็เหมือนเดิมทุกครั้งว่า “…” หลังจากนั้นเธอก็เลยถามเองตอบเองเลยไม่ต้องรอคำถามจากผมอีก อีกอย่างผมว่าผมไปดูหนัง ผมไม่ได้ไปนั่งทำวิทยานิพนธ์หรือนั่งจำผิดใคร ผมเลยวิจารณ์หนังอย่างใครๆ เขาไม่ได้ แต่ถ้าถามว่าหนังเรื่องนี้เป็นไงผมก็อยากจะบอกว่าหนังมันอั้นๆ ยังไงไม่รู้เหมือนกับที่นักแสดงเรื่องนี้อกกมาเกริ่นไว้ตั้งแต่ก่อนที่หนังจะเข้าละครับ แต่เขาก็บอกแล้วว่ามันเป็นความจงใจของผู้กำกับที่ต้องการให้ออกมาเป็นอย่างนี้

สุดท้ายสำหรับใครที่ว่างแล้วไม่รู้จะดูเรื่องอะไรก็ลองไปดูกันนะครับ ผมไม่รู้หรอกนะว่าไปดูเรื่อง เมล์นรก หมวยยกล้อ แล้วเสียดายเงินหรือไม่ แต่เสียเงินนะเสียแน่ แต่สำหรับผม 120 บาท กับวันว่างๆกับเรื่องนี้ผมยอมเสียไปแล้วละ

Tags: , ,

The Lake House

August 28th, 2006 | No Comments | Posted in ตีตั๋ว

ไปดูมาแล้ว The Lake House เมื่อวานนี้เองเกือบจะไม่ได้ดูซะแล้วเพราะมันใกล้จะออกแล้ว แต่ไอ้เราดันนึกว่า The Lake House มันยังไม่เข้าดีนะมีคนมาทัก จำไม่ได้เหมือนกันว่าใครมาทัก เมื่อวานเลยรีบวิ่งขึ้น TAXI ไปดูเลยเพราะว่ามันจะไม่ทันแล้วถ้านั่งรถเมล์ ไปถึงก็แบบเฉียดฉิวเลยดีนะที่วันนี้คนไปดูหนังน้อยเลยไม่ต้องรอคิวซื้อตั๋วนาน แต่ว่าเรื่อง The Lake House มันใกล้จะออกโรงแล้วเขาเลยจับไปเข้าโรงที่ไม่ค่อยมีคนเข้า ก็ไอ้โรงที่ดูเหมือนจะ VIP นั่นแหละ ไอ้เราก็ดันแต่ตัวโสๆ แบบเราแต่ต้องมาเข้าโรงที่มันดูเหมือนจะ VIP (ตรงไหนว่ะ) เลยดูไม่จืดเลย เสียค่าตั๋วไป 150 บาท นึกว่าจะได้นั่งสบาย นั่งแล้วโคตรเมื่อยเลย ไม่รู้ทำไมแต่ก็งั้นๆละนะโรง ไม่เห็นมันจะต่างจากโรงธรรมดาเท่าไหร่เลย แต่จริงๆมันก็ต่างอยู่หลายนะ เบาะก็กว้างกว่า ที่วางแขนก็ใหญ่กว่า คนดูก็ไม่เยอะ อันที่จริงมันก็ต่างเหมือนกันนะ พล่ามมานานยังไม่ได้เล่าเรื่องหนัง The Lake House เลย มาดูเรื่องย่อของ The Lake House กันก่อนดีกว่า  

 

มันเป็นเช้าวันหนึ่ง ในฤดูหนาวของปี 2006

ก่อนออกเดินทางเข้าเมือง เคททิ้งกระดาษโน้ตไว้ในตู้รับจดหมายของบ้านริมทะเลสาบ เพื่อให้ผู้เช่ารายใหม่ช่วยส่งต่อจดหมายของเธอ และยังระบุไว้ถึงรอยอุ้งเท้าเลอะสี ตรงหน้าประตูบ้านที่เขาอาจจะสังเกตเห็น ว่ามันมีอยู่ก่อนหน้าที่เธอจะย้ายเข้ามาแล้ว

แต่เมื่อผู้เช่าคนใหม่มาถึง เขาได้เห็นภาพที่แตกต่างกันมาก อเล็กซ์ ไวเลอร์ (คีนู รีฟส์ )สถาปนิกฝีมือดีแต่อารมณ์ร้อน ทำงานกับกลุ่มก่อสร้างที่อยู่บริเวณใกล้ๆ ได้พบว่าบ้านริมทะเลสาบถูกทิ้งไว้อย่างไร้การดูแล : ฝุ่นจับหนา, สกปรก, วัชพืชรกรุงรัง และไม่มีร่องรอยของเท้าสัตว์ที่ไหนสักแห่ง…

บ้านหลังนี้มีความหมายพิเศษต่ออเล็กซ์ ในช่วงชีวิตที่ดีกว่านี้ มันถูกสร้างขึ้นโดย หลุยส์ (คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์) สถาปนิกชื่อดัง พ่อผู้ห่างเหินของเขา ที่แลกชีวิตครอบครัวกับความมีชื่อเสียงในอาชีพ อเล็กซ์รู้สึกถึงความสงบที่นี่ในเวลานี้ และสัญญาว่าจะปรับปรุงบ้านให้กลับมาสวยดังเดิม เขาไม่ได้ให้ความสนใจกับโน้ตของเคท จนกระทั่งอีกหลายวันต่อมา ขณะที่เขากำลังทาสีท่าน้ำที่ทรุดโทรมเพราะแดดและฝน เขาเห็นสุนัขจรจัดตัวหนึ่งวิ่งเหยียบสีที่ยังไม่แห้ง และผ่านหน้าทางเข้าบ้าน ทิ้งรอยอุ้งเท้าเอาไว้ตรงที่ที่เธอพูดถึงอย่างพอดิบพอดี

ในความงุนงง.. อเล็กซ์เขียนตอบไปว่า บ้านหลังนี้ไม่เคยมีใครอยู่ก่อนหน้าเขา และสงสัยว่าเธอรู้เรื่องสุนัขได้อย่างไร ในขณะที่เคท ซึ่งเพิ่งจากไปได้เพียงอาทิตย์เดียว สงสัยว่าเขากำลังเล่นตลกอะไรกับเธอ เขียนตอบมา…

ก่อนที่เราจะทะเลาะกัน วันนี้วันที่เท่าไหร่?

14 เมษายน 2004

ไม่ใช่ เธอบอก 14 เมษายน 2006

วันเดียวกัน แต่ห่างกัน 2 ปี

มันเป็นเรื่องจริงหรือนี่?

ในขณะที่เคทและอเล็กซ์เขียนตอบโต้กัน ผ่านตู้รับจดหมายของบ้านริมทะเลสาบ พวกเขาต่างยืนยัน แม้ว่าช่างไม่น่าเชื่อ ไม่น่าเป็นไปได้ ที่ว่าพวกเขาอยู่ห่างกันสองปี และในแต่ละช่วงของชีวิตพวกเขา ก็ต้องฝ่าฟันความผิดหวังในอดีต และพยายามเริ่มต้นใหม่ จากความผูกพันที่ไม่ธรรมดานี้ พวกเขาต่างเผยตัวตนให้กับอีกฝ่าย ในแต่ละสัปดาห์ที่ผ่านไป - ทั้งความลับ, ความสงสัย และความฝัน จนกระทั่งได้พบว่า พวกเขาตกหลุมรักกันและกัน

ด้วยความตั้งใจที่จะเชื่อมระยะห่างระหว่างกันในที่สุด และเพื่อคลายปมปริศนาที่อยู่เบื้องหลังการติดต่ออย่างไม่ธรรมดา พวกเขาท้าทายโชคชะตาด้วยการนัดพบกัน แต่ในความพยายามที่จะนำสองโลกมาบรรจบ ทั้งสองอาจต้องเสี่ยงกับการสูญเสียอีกฝ่ายไปตลอดกาล…

Tag: livegodayday.com, livegodayday, อยู่ไปวันวัน, The Lake House, อเล็กซ์ ไวเลอร์